Monday, April 28, 2008

ฝากข่าว "พ่อ"



พ่อฝากแจ้งข่าว งานวันแสมบานครั้งที่ 8 สำหรับพี่ๆน้องๆ ที่มีโอกาสใช้ชีวิต บางส่วนใน วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ งานจัดวันที่ 14 มิถุนายน 2551 ที่ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ สงขลา ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆครับ ยกเว้นโดนเรี่ยไร 555 รายละเอียดเพิ่มเติมที่ บอร์ดชมรมศิษย์เก่าประมงติณฯ ครับ

Friday, April 18, 2008

วิธีทำไข่ไดโนเสาร์ แบบปารย์

แม่ไม่รู้เหมือนกันนะว่าปารย์ไปได้ความคิดเรื่องไข่ไดโนเสาร์มาจากไหนกันแน่ เพราะปารย์ได้รับข้อมูลเรื่องไดโนเสาร์จากหลายแหล่งมาก ทั้งหนังสารคดี การ์ตูน หนังสือ ที่รู้แน่ๆก็คือปารย์บอกแม่ว่าจะเอาไข่ไดโนเสาร์แบบนี้นะ พร้อมเอามือประกบกันเป็นฝาประกบเหมือนหอยสองฝา เอ้า! เรามาลองทำกันลูก

ขึ้นที่หนึ่ง เป่าลูกโป่ง

ขั้นที่สอง แปะกระดาษลงบนลูกโป่ง ที่สำคัญชั้นแรก แปะกระดาษชุบน้ำโดยไม่ต้องใช้กาวเพื่อให้ดึงลูกโป่งออกง่ายๆ เมื่อกระดาษแข็ง


ขั้นที่สาม ตากไข่ไดโนเสาร์ให้แห้ง (กระดาษที่ใช้ถ้าเป็นกระดาษประเภทสมุดโทรศัพท์ กระดาษหนังสือพิมพ์จะทำได้้ง่าย)


ขั้นที่สี่ หลังจากไข่ไดโนเสาร์แห้ง ดึงลูกโป่งออก แล้วเก็บรายละเอียดของรูที่ดึงลูกโป่งออกไป จากนั้นผ่าไข่ไดโนเสาร์ให้เป็นรอยไข่แตก ติดบานพับโดยใช้ผ้า


ขั้นที่ห้า ทาสีตามชอบ


ขั้นที่หก หาไดโนเสาร์มาใส่ เท่านี้ปารย์ก็เล่นไปได้นาน


ก็ทำไข่ไดโนเสาร์นี่แหละเลยเป็นเหตุให้ปารย์ได้รับบทเรียนวิชาสังคมศึกษาในตอนที่ผ่านมาแล้ว ปารย์ต้องเรียนรู้นะว่าสิ่งที่เราสนใจอาจเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่สนใจ...

บ้านเราสวยขึ้นใช่ไหม??

ช่วงวันหยุดสงกรานต์ พ่อกับแม่ตกลงกันว่าเราจะซ่อมพื้นบ้านชั้นสองที่กระเบื้องปูพื้นมันอยู่กันอบอุ่นไปหน่อย จนดันกันปูดขึ้นมากว่ายี่สิบแผ่น ช่างซ่อมก็ไม่ใช่ใครที่ไหน พ่อ แม่ ลูก นี่แหละ

กว่าจะงัดกระเบื้องขึ้นมา กว่าจะสกัดปูนพ่อ แม่ ลูก เสียเหงื่อไปเยอะ แต่ในที่สุดเราก็เริ่มปูกระเบื้องได้ แถวแรกๆไม่เป็นไร การปูกระเบื้องก็ราบรื่นดี แต่พอถึงแถวสุดท้ายที่ต้องตัดกระเบื้องนี่สิ ่อุปกรณ์ของช่างสมัครเล่นอย่างเรามันไม่ค่อยอำนวยเท่าไร พ่อตัดไป กระเบื้องก็แตกไป ท่าทางไม่รุ่ง สุดท้ายเราเลยเปลี่ยนแผนเป็นปูกระเบื้องแบบโมเสสดีกว่า

ปารย์เห็นแม่เรียงกระเบื้องก็ออกความเห็นบ้างว่า แม่ทำเป็นรูปไดโนเสาร์สิ สุดท้ายพื้นบ้านเราเลยมีไดโนเสาร์คอยาวฝีมือร่างภาพโดยน้องปารย์เช่นนี้แล

Wednesday, April 09, 2008

ปารย์อยากได้...

ความอยากได้ใคร่มี นี่มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนจริงๆหรือนี่
ขนาดเด็ก 4 ขวบกว่าๆ อย่างปารย์ ยังอยากได้ของเล่นแบบไม่รู้จบจนแม่ชักเซ็ง ของเล่นที่มีอยู่ที่บ้านก็มากมายซะจนบ้านเราชักจะเล็กไปแล้ว ปารย์ยังจะขอของเล่นติดไม้ติดมือทุกครั้งที่เราไปซื้อของเข้าบ้านกัน พ่อเหลืออดตอนที่เราไปโลตัสเพื่อซื้อหมอกกันน็อคให้ปารย์ เพราะนอกจากหมวกกันน็อคแล้วปารย์ยังจะเอาโน่นเอานี่ แต่พ่อ กับแม่ไม่ยอมง่ายๆอยู่แล้ว สุดท้ายมาเจอดาบที่ทำจากโฟม ปารย์ท่าทางอยากได้มาก

พ่อ.."ปารย์จะเอาไปทำอะไร"
ปารย์.."จะเอาไปเล่น"

พ่อบอกว่าถ้าซื้อไปพ่อจะเอาไว้ตีปารย์ พ่อคงหวังว่าปารย์จะเปลี่ยนใจไม่เอาเพราะกลัวโดนตี แต่สถานการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น
ปารย์เปลี่ยนจากพูดว่า “ปารย์อยากซื้อดาบ” มาเป็น “ปารย์อยากซื้อไม้ตีปารย์” ไปตลอดทางจนพ่อหงุดหงิด และตกลงว่าเราจะเลิกพาปารย์ไปห้างสรรพสินค้า และคงต้องหาทางลดความรู้สึกอยากได้ใคร่มีของเล่นของปารย์ ก่อนที่เหล่าของเล่นจะยึดบ้านเรา

Friday, March 28, 2008

ปารย์โตแล้ว ???

ช่วงนี้ แม่กับพ่อ มักได้ยินปารย์พูดบ่อยๆว่า ปารย์โตแล้ว ปารย์อยู่ อ.2 แล้ว ปารย์อยู่ห้องผักกาด แม่เข้าใจว่าคุณครูคงจะพูดให้ฟังบ่อยๆ ปารย์เลยจำได้ แต่แม่ว่าปารย์ ไม่ in กับมันเท่าไรเลย

เมื่อเช้าปารย์ให้แม่เข้าไปส่งในโรงเรียน ที่เก้าอี้วางกระเป๋าเหมือนเดิม เหมือนเมื่อตอนอยู่ห้องแมลงปอ แม้ครูจะพยายามพูดว่าน้องปารย์โตแล้ว เดินเข้าไปในโรงเรียนเองได้แล้วครับ แต่ปารย์ยังคงเดินก้มหน้าไม่ยอมมองครู ลากแม่เข้าไปในโรงเรียนเหมือนเดิม

วันปรกติ ปารย์จะให้แม่รอจนกว่าปารย์จะวางกระเป๋า หันมาสวัสดี และบ๊ายๆแม่ แล้ววิ่งตรงไปที่สนามเด็กเล่น ดูน่าเอ็นดูเชียว

วันไม่ปรกติเช่นวันนี้ ปารย์ไม่ยอมวางกระเป๋า “ปารย์อยากไปทำงานกับแม่” ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แม่พยายามอธิบายว่าแม่ต้องทำงาน ปารย์ต้องเรียนหนังสือ และอีกมากมาย จนสุดท้ายแม่เดินออกจากโรงเรียน ปารย์ร้องไห้จ้า โดยมีครูดึงมือเอาไว้ที่หน้าโรงเรียน

เหมือนเมื่อตอนเตรียมอนุบาล เหมือนเมื่อตอนอนุบาล 1 อืม...น่าสงสารดีไหม ปารย์อาจใจเสียที่เห็นน้องเล็กๆที่คุณครูเดินจูงมือมารับปารย์ด้วยร้องไห้หาแม่ หรือไม่ก็เข้าข่ายเป็นพฤติกรรมเลียนแบบน้องเล็กคนนั้น

อันที่จริงอาการร้องไห้ตามแม่ ก็มีมาเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่อยู่เตรียมอนุบาล แม่คิดว่าพอขึ้นอนุบาล 1 ก็จะหาย พออยู่อนุบาล 1 แม่ก็คิดว่า อยู่อนุบาล 2 ก็จะหาย แม่เห็นปารย์เล่าเรื่องที่โรงเรียนแล้วก็ดูปารย์จะมีความสุขดี แต่ตอนนี้ก็ อนุบาล 2 แล้วนะ ปารย์ยังมีการที่แม่ต้องคอยลุ้นว่าวันนี้จะเดินออกจากโรงเรียนเหมือนแม่ทั่วไป หรือว่าจะเป็นเหมือนแม่ใจร้ายทิ้งลูกไว้ที่โรงเรียน เอ้อ!!! ปารย์โตแล้ว...

Wednesday, March 19, 2008

วิชาสังคมศึกษา

เมื่อวานตอนเย็น ปารย์รีบกลับบ้านเพื่อจะเอาไข่ไดโนเสาร์ที่แม่ลูกช่วยกันทำในคืนก่อนหน้านั้นไปอวดเพื่อนๆในซอย ปารย์คงคิดในใจว่าเพื่อนๆ ต้องตื่นเต้นที่ได้เห็นไข่ไดโนเสาร์อย่างที่ตัวเองตื่นเต้น และจะต้องมามุงดูกันให้ปารย์ได้เป็นผู้จัดการการเข้าชมเหมือนกรณีที่ปารย์เอาของเล่นอื่นๆ ไปอวดเพื่อนๆ แม่คิดว่าปารย์คงจะรู้สึกถึงการมีอำนาจเหนือ เมื่อตัวเองมีของเล่นอยู่ในมือ จึงมักพยายามขนของเล่นในบ้านออกไปให้เพื่อนๆเล่น แล้วตัวเองเป็นผู้ควบคุมการเล่น ก็ทำไงได้ในเมื่อตัวเองเป็นเด็กเล็กที่สุดในกลุ่ม เด็กที่โตกว่าทั่วไปก็ไม่ค่อยอยากจะเล่นกับเด็กเล็กสักเท่าไร ก็ต้องอาศัยอุปกรณ์เสริมพลังกันหน่อย

แต่วันนี้ไม่เหมือนวันที่ผ่านมาเพราะวันนี้เพื่อนในซอยมีน้องแนนรวมอยู่ด้วย น้องแนนเป็นเด็กฉลาด อายุมากกว่าปารย์ไม่ถึงปีแต่มีพัฒนาการดีมาก และมีบุคลิกการเป็นผู้นำตามธรรมชาติอยู่ในตัว น้องแนนเองก็มีอุปกรณ์เสริมพลังเป็นของเล่นมากมายในบ้านเช่นกัน และดูเหมือนจะเหนือกว่าปารย์เพราะหลายชิ้นเป็นของเล่นราคาแพงซะด้วย

พอปารย์เดินถือไข่ไดโนเสาร์ที่ทำจากกระดาษหนังสือพิมพ์ เดินไปด้วยใบหน้าภาคภูมิใจสุดๆ ปากก็ร้องเรียกเพื่อนๆให้มาดูไข่ไดโนเสาร์กัน พอไปถึงลานรวมเด็กหน้าศาลในซอย น้องแนนพูดว่า “ไม่เห็นจะอยากดูเลย” เท่านั้นแหละความมีอำนวจเหนือของปารย์ก็ย้ายข้างไปอยู่ที่น้องแนนทันที แม่ไม่รู้เหมือนกันว่าน้องแนนไม่อยากดูจริงๆหรือเปล่า และเด็กคนอื่นรู้สึกอย่างไร แต่ในเมื่อผู้นำตามธรรมชาติพูดอย่างนั้น ผู้ตาม ตามธรรมชาติ ก็ “ ไม่เห็นจะอยากดูเช่นกัน”

ปารย์ถึงกับผิดหวังทำหน้าเศร้า ทำหน้าโกรธ เรียกเพื่อนให้มาด "ูเร็วๆ เดี๋ยวปารย์จะเข้าบ้านแล้วนะ" "เดี๋ยวปารย์จะโกรธแล้วนะ" สารพัดจะพูด แต่เด็กคนอื่นก็ยัง “ไม่เห็นจะอยากดูเลย” เหมือนเดิม ปารย์ยังพยายามต่อไปด้วยการขอให้แม่ขนอุปกรณ์การทำไข่ไดโนเสาร์ไปนั่งทำหน้าศาล (แม่เองคงเป็นหนึ่งในอุปกรณ์เสริมพลังของปารย์เช่นกัน) แต่เพื่อนๆก็ยังไม่สนใจ สงสารก็สงสาร ขำก็ขำ

ฟ้าเริ่มมืดแม่ชวนปารย์กลับบ้าน ปารย์เดินไปบ่นไป ด้วยความผิดหวัง ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะนะลูกโดยเฉพาะ บทเรียนวิชาสังคมศึกษาที่ต้องเรียนรู้กันตลอดชีวิต

Tuesday, March 18, 2008

ผลการไปโรงเรียน....

หลังจากปิดเทอมมาระยะหนึ่ง ปารย์ก็หอบเอาผลงานของอนุบาลหนึ่งเทอมสองกลับบ้าน มีทั้งกล่องที่เคยเป็นกล่องรองเท้า และขวดเล็กๆ ที่เคยเป็นเพียงขวดแก้ว แต่ด้วยฝีมือปารย์ และแน่นอน + ความช่วยเหลือของคุณครูแอร์ และครูเจี๊ยบ กล่องรองเท้าก็กลายเป็นกล่องใส่อุลตร้าแมนแสนสวย (สำนวนเจ้าปารย์เขาเลยนะเนี่ย) ส่วนขวดแก้วก็กลายเป็นแจกันที่มีปารย์ตั้งชื่อให้ว่า ปีโด้




ส่วนที่เหลือก็เป็นผลงานกิจกรรมในห้องเรียนในทำนอง หัดเขียน หัดอ่าน สมุดการบ้าน สมุดสะสมงานที่เป็นตัวแทนผลงานของนักเรียนเพื่อการติดตามพัฒนาการ และ สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน

ในสมุดรายงานประจำตัวนักเรียนนั้นมีใบแนบซึ่งเขียนว่าผลการประเมินพัฒนาการด้านสติปัญญา ซึ่งน่าจะเป็นผลการสอบปลายภาค 3 วันที่แม่ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะแม่ไม่รู้ว่าคุณครูวัดอย่างไร แต่ตัวเลขคะแนนก็ทำให้แม่ปลื้มใจที่ปารย์มีพัฒนาการดีกว่าเทอมแรกมาก อะนะมันเป็นสิ่งที่แม่ไม่ได้คาดหวังสำหรับระดับชั้นอนุบาล

ที่เป็น highlight อยู่ตรงความคิดเห็นของครูต่างหากซึ่งน่าจะเป็นการประมวลสะสมทั้งเทอม โดยเฉพาะในด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม ที่ครูเขียนว่า น้องมีจิตใจอ่อนโยน รู้จักการขอโทษ และการให้อภัย มีน้ำใจ ใส่ใจ กับคนรอบข้าง เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน ปฎิบัติตามกฎกติกา ข้อตกลง รู้จักการรอคอย พูดจาไพเราะ รักที่จะสร้างงานศิลปะ นี่เป็นสิ่งที่แม่คาดหวังอย่างแรง คาดหวังว่าทั้งที่บ้าน และโรงเรียนจะหล่อหลอมให้ปารย์เป็นเด็กน่ารักแบบนั้นแหละ ใช่เลย อันนี้คุณแม่ปลื้ม มากค่ะ อ่านทีไรก็อยากหอมแก้มลูก ที่น่ารักถูกใจแม่ ทุกที

Tuesday, March 11, 2008

นานเกินไปแล้ว!!!


...นานเกินไปแล้ว ที่ Blog ปารย์ ไม่ขยับ ด้วยปารย์เองก็มีวีรกรรม ทุกวัน แต่พ่อกับแม่ ไม่ว่างพอที่จะนั่งพิมพ์เรื่องราวต่างๆ ของปารย์ ไ้ด้ซินา

...ปารย์ปิดเทอมแล้ว นั่นหมายความว่า เทอมหน้า ปารย์ก็ขึ้น อ.2 (อนุบาลสอง) หากใครถามว่าปารย์ อยู่ชั้นไหนแล้วครับ ปารย์ก็จะตอบอย่างไม่ลังเล ว่าอยู่ชั้นสอง (มาตั้งแต่ปีที่แล้ว) เพราะห้องอนุบาลหนึ่ง โรงเรียนปานตะวัน อยู่ชั้นสอง!!!

...กิจกรรมก่อนปิดเทอมใหญ่ ซึ่งเป็นธรรมเนียมของโรงเรียนอนุบาล ที่มีแค่ชั้นอนุบาลสาม ก็คือการอำลา พี่ อ.3 ซึ่งแต่ละห้องเรียนก็เตรียมการแสดง อย่างขมักเขม้น เพื่อให้ประทับใจรุ่นพี่ ที่กำลังจะโบยบินออกไปสู่ โลกใหม่ (ละครไหม๊) ห้องแมลงปอ ของปารย์ก็เช่นกัน พ่อกับแม่ มีหน้าที่ คอยดูปารย์ ซักซ้อม ในแต่ละวัน พ่อโหลดเพลงที่ปารย์ต้องใช้ สำหรับการแสดง มาเปิดเพื่อให้ปารย์ ได้บรรยายกาศ การซ้อมที่สนุกสนานขึ้น ถึงแม้ ครั้งแรกจะผิดเวอร์ชั่น อ้อ เพลงที่ห้องปารย์เลือกใช้ คือ สุขกันเถอะเรา ซึ่งวันแรกๆ ปารย์บอกว่า เป็นเพลงสุขกันทำไม??? (นั่นนะซิ)

...บทสรุป การแสดงที่พ่อกับแม่ ลงทุนเตรียมการยืมกล้องวิดีโอ พ่อหยุดงาน แม่ลาป่วย สุดท้ายปารย์บอกกับแม่ว่า ปารย์อยากดูเพื่อนๆ แสดง (อ้าว!!) ปารย์ยอมเสียสละ ไม่ขึ้นไปเต้นกับเพื่อนๆ แต่ยินดีที่จะเกาะอยู่ข้างเวที ให้กำลังใจ เืพื่อนๆ ทุกคนเลย การมองเพื่อนจากด้านล่างเวที ย่อมได้มุมมองผู้ชม มากกว่ายืนอยู่ข้างๆ เพื่อนบนเวทีเสมอ

...

Tuesday, February 12, 2008

ผจญภัยกันต่อ

เอาหละแดดร้อนแล้ว เข้าไปดูความอลังการข้างในพิพิธภัณฑ์ที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ซากดึกดำบรรพ์ที่สมบูรณ์ที่สุด
ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันดีกว่า
เปิดประตูเข้าไป ไอเย็นช่ำจากเครื่องปรับอากาศเข้ามาปะทะทันที จากนั้นเราก็มาเจอด่านต้อนรับแขกด้วยเจ้าหน้าที่หน้าตายิ้มแย้ม พร้อมกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นที่อยู่ในมือ เล่นเอาพ่อกับแม่มองหน้ากันเพราะความอยากกาแฟพุ่งขึ้นมาทันที

เช้าๆอย่างนี้ กาแฟสักแก้วหละเยี่ยม แถวที่พักก็หาไม่ได้ซะด้วย หลังจากลงชื่อเยี่ยมชมเรียบร้อยแล้ว แม่ก็สอบถามเจ้าหน้าที่ว่ากาแฟนี้ท่านได้แต่ใดมา มีร้านขายที่นี่ไหม ได้ความว่าร้านเปิด 10:00 เออ!! รอไปก่อน

รู้จากเจ้าหน้าที่ว่าเดือนหน้าสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาเปิดอย่างเป็นทางการ ช่วงนี้ก็เปิดบริการให้ประชาชนเข้าไปแสวงหาความรู้ได้ตามความพอใจ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


นี่...อลังการไหม ต้อนรับลูกปารย์ด้วย สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส ที่ใครๆเข้ามาก็ต้องขอถ่ายรูปด้วย ดูชื่อก็บอกเลยนะว่าเป็นไดโนสายเลือดสยาม

นิทรรศการข้างในมีด้วยกันถึง 8 โซน ตั้งแต่จักรวาล และโลก ต่อมาก็สิ่งมีชีวิตแรกปรากฏ สิ่งมีชีวิตในยุคต่างๆ เรื่อยมาจนสุดท้ายคือเรื่องของมนุษย์ อันที่จริงแม่ถ่ายรูปไว้เยอะ แต่แสงข้างในไม่ค่อยเหมาะกับกล้องของเรา ภาพที่พอจะดูได้มันน้อยจัง


แฮ่ๆๆ ถ่ายรูปกับกระดูกไดโนเสาร์ที่ไม่รู้เกิดที่ไหน แต่ที่แน่ๆมาทิ้งกระดูกไว้ที่แผ่นดินอิสาน



ได้ความรู้จากแผ่นพับที่ได้รับแจก และแผ่นป้ายตามจุดต่างๆ ความว่ากระดูกเจ้ายักษ์ใหญ่เหล่านี้ล้วนเป็นแบบจำลองกระดูกไดโนเสาร์ที่พบซากในประเทศไทยทั้งสิ้น ซึ่งที่พบในปัจจุบันมี 16 สายพันธุ์ โดยมี 5 สายพันธุ์ที่ยังไม่พบอีกที่ใดในโลก



มุมนี้ มักมีอยู่ในกล้องของหลายๆคน



อีกหนึ่งมุมโปรดของปารย์ที่จำลองบรรยากาศโลกล้านปีในยุคต่างๆ พ่อกับแม่ต้องเดินวนเวียนอ่านให้ปารย์ฟังอยู่หลายรอบ

คืนแรกที่กาฬสินธุ์ ปารย์มีไข้ สงสัยจะตรากตรำไปหน่อย แม่กับพ่อเลยต้องผลัดกันตื่นมาเช็ดตัวให้ปารย์ หลังจากนอนหลับพักผ่อนเต็มที่ ปารย์ก็สร่างไข้และไปเที่ยวแดนไดโนกันต่อ

ก่อนหน้าที่จะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธรนี้ ทางวัดสักกะวันซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นแหล่งกระดูกไดโนเสาร์ก็ได้มีการสร้างพิพิธภัณท์ และปั้นหุ่นไดโนเสาร์ชนิดต่างๆ ไว้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน เจ้าอาวาสของวัดนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษาไดโนเสาร์มากทีเดียว และท่านก็เป็นคนแรกที่พบกระดูกไดโนเสาร์ในบริเวณนี้

หลังจากเยือนด้านในพิพิธภัณฑ์สิรินธรซะเป็นที่พอใจของปารย์แล้ว เราก็เข้าไปที่วัดซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันนั่นเอง

(ในที่สุดก็มีคนสังเกตุว่า ภาพที่แม่ใช้ปารย์ใส่ชุด 2 ชุดสลับกันไปมา แหะๆ ก็ภาพมาจาก 2 วันที่กาฬสินธุ์ หนะ แต่แม่ไม่อยากเขียนให้เป็นบันทึกประจำวัน เอาแค่สรุปๆนะ ภาพเลยไม่ต่อเนื่องเท่าไร)



ด้านหน้าบ่อกระดูกไดโนเสาร์ ในเขตของวัดสักกะวัน



ที่นั่งน่ารักนี้ ไม่ได้แต่ถูกใจปารย์เท่านั้น แต่ยังถูกใจแม่กับพ่อด้วย



ภาพนี้เป็นกระดูกจริงของไดโนเสาร์ในหลุมขุด (เอจะเห็นไหมเนี่ยมันมืดจัง) นักวิจัยสัณนิฐานว่าบริเวณนี้เป็นแม่น้ำ และเจ้าไดโนเสาร์เด็กตัวนี้อาจจะจมน้ำตายขณะพยายามข้ามแม่น้ำ ข้อมูลนี้ได้มาจากป้ายอธิบายต่างๆ และจากมัคคุเทศน์น้อย นักเรียนโรงเรียนสหัสขันธ์ที่พยายามอธิบายเรื่องราวต่างๆได้น่าประทับใจจริงๆ



เจ้าพาราซอโรโลฬัศตัวนี้อยู่ในบริเวณของวัด สีสันดูจะซีดสักหน่อยเพราะรับใช้ประชาชนมานาน

ก่อนกลับที่พักแวะไปที่สวนหย่อมเล็กข้างๆ ศูนย์โอทอปร้าง ในบริเวณนี้มีไดโนปั้นอยู่หลายตัวเหมือนกัน แต่ที่สะดุดตาหนะก็นี่ต่างหาก



นี่ไงโคมไฟไดโน เจ๋งจริงๆ แต่ที่น่าเสียดายคือมีหลายตัวที่แตกเสียหาย คล้ายโดนขว้างปา เศร้าจริงคนไทย

ความประทับใจอีกอย่างของการมากาฬสินธุ์ครั้งนี้คือน้ำใจค่ะ น้ำใจของเจ้าของริมทุ่งรีสอร์ทที่เราพักอยู่ แกใจดีราวกับเราเป็นญาติ เริ่มต้นจากให้เรายืมมอเตอร์ไซด์ไว้ใช้โดยไม่เก็บค่าเช่า ให้ลูกชายพาเราเที่ยวบริเวณรีสอร์ท และยังพาเราไปส่งที่ท่ารถทัวร์อีกต่างหาก

เสียดายที่ไม่ได้ขออนุญาติเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก แต่อย่างไรก็ตามเราสามคนก็จำน้ำใจงามของครับครัวพี่เขาได้เสมอ พ่อบอกว่าถ้าปีหน้าถ้าปารย์ยังสนใจไดโนเสาร์อยู่เราก็น่าจะไปเยือนสหัสขันธ์อีก

Tuesday, February 05, 2008

แล้วเราก็ได้ไป ... ผจญภัยในโลกไดโนเสาร์ ๆๆๆๆๆๆ

แม่เล็งมานาน พ่อปารย์ก็บอกว่าเราต้องไปที่นี่ซะก่อนที่ปารย์จะเปลี่ยนความสนใจไปเป็นเรืองอื่นตามวัยของเขา อันที่จริงก็ไม่ได้ตั้งใจจะปลุกปั้นให้ปารย์เป็นนักบรรพชีวินหรอกนะ แต่อยากปลูกฝังให้ปารย์รักการเรียนรู้ ไดโนเสาร์ จึงเป็นสื่อยักษ์ใหญ่ ที่ปารย์สนใจ และแม่ก็อยากรู้

วันที่ 25 มกราคม เริ่มต้นกันที่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ ทั้งแม่และปารย์ต่างก็มาที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกัน เออ! แม่ไม่ได้ไปภาคอีสานมานานขนาดนั้นเชียวเหรอ

รออยู่ไม่นานพ่อก็ตามมาสมทบ รถ บขส. VIP 24 ที่นั่ง 2 ชั้น ที่นั่งกว้างจนเราสามคนสามารถนั่งด้วยกันได้บนเก้าอี้ 2 ตัว ประมาณ ตีห้า เราก็ถึงสถานีขนส่งกาฬสินธุ์ พ่อกับแม่อ่อนข้อมูลไปหน่อย ลงจากรถก็งงๆ คิดว่าจะมีรถประมาณรถบัส ไม่ปรับอากาศจากสถานีขนส่งกาฬสินธุ์ ไปจุดหมายของเราคือ อ.สหัสขันธ์ แฮะๆ คนขับรถสามล้อบอกว่าต้องไปขึ้นรถสองแถวที่ตลาด เราเลยนั่งรถมอเตอร์ไซด์สามล้อคนละ 30 บาท (ปารย์ยิ้มหน้าแป้นที่ได้นั่งสามล้อ) ไปกินโจ๊กที่ตลาดก่อนไปกันต่อ พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดใจดีทุกคน พอรู้ว่าเราจะไปไหนก็แนะนำเส้นทางกันเต็มที่เรียกว่าไม่ต้องกลัวหลงกันเลยแหละ

สองแถวใหญ่ราคาคนละ 25 บาทพาเราจากตัวเมืองไป อ.สหัสขันธ์ ปารย์ก็สนุกสนานอีกนั่นแหละที่ได้นั่งสองแถว หันดูวัว ดูควาย ดูต้นไม้สารพัดชนิด ระหว่างทางโดนวัยรุ่น(ใหญ่) แซวนิดหน่อยว่านึกว่าปารย์เป็นผู้หญิง อะนะ ก็ขนตางอนซะขนาดนั้น

พอเข้าเขต อ.สหัสขันธ์ โฮะๆ ปารย์บอก “แม่มีไดโนเสาร์ด้วย” โอ้!! ไม่ได้มีตัวเดียว ระหว่างทางมีไดโนเสาร์ยืนอยู่เป็นระยะๆ ต้อนรับผู้มาเยือน ไม่ใช่เฉพาะปารย์หรอกนะที่ตื่นเต้น แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน ลงจากสองแถวเราก็นั่งมอเตอร์ไซด์ต่อเข้าไปที่พัก แฮะๆที่พักไกลจากถนนจัง แม่เลยลองถามเจ้าของรีสอร์ทว่าอยู่ที่นี่ออกไปข้างนอกยังไงค่ะ เจ้าของรีสอร์ทใจดีมากบอกว่าเอามอเตอร์ไซด์ผมไปใช้ละกัน ไม่ต้องเกรงใจ

ที่พักเป็น รีสอร์ทเล็กๆ อยู่ริมทุ่งได้ยินเสียงกระดิ่งผูกคอวัวกรุ๊งกริ่ง กรุ๊งกริ่ง ตลอด ด้านหน้าเป็นบ่อปลาชะโด เห็นลอยให้เห็นอยู่หลายตัว บรรยากาศดี เสียอย่างเดียวไม่มีหน้าต่างสักบาน พักผ่อนสักครู่เราก็พร้อมแล้วที่จะไปตะลุยโลกไดโนเสาร์กัน



เป้าหมายของเราคือ พิพิธภัณฑ์สิรินธร นั่นเอง







รอบๆ พิพิธภัณฑ์ มีไดโนเสาร์ใหญ่น้อยหลากชนิด อยู่ตามมุมต่างๆ ต้นไม้ที่ปลูกก็เหมือนจะถูกเลือกมาอย่างดีให้เข้ากับยุคสมัยของไดโนเสาร์ให้มากที่สุด ปารย์สนุกสนานกับการจัดท่าทางของตัวเอง และพ่อหรือแม่ถ่ายรูปคู่กับไดโนเสาร์


กับเจ้าโอวิแรปเตอร์

เจ้าแพคคีเซฟาโลซอรัสสองตัวนี่เอาหัวชนกันไม่ยอมเลิก ไม่เจ็บหัวกันบ้างหรือไงเนี่ย

ปารย์ พ่อ และ สยามโมไทรันนัส

นี่แหนน่ ปารย์ตัวโตขนาดทุบหัวไดโนเสาร์ได้เลยนะเนี่ย

Wednesday, January 16, 2008

วันเด็กของปารย์!!




...ปารย์มีกิจกรรมวันเด็ก ที่ไม่ค่อยเหมือนเด็กคนอื่นสักเท่าไร ในวัยสี่ขวบ ปารย์เป็นหนึ่งในทีม ร่วมจัดงานวันเด็ก "เดินตามรอยเท้าพ่อ" ให้กับพี่ๆ โรงเรียน ตชด คลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ดูเหมือนปารย์จะรู้ว่า หน้าที่หลัก คือเอาของขวัญไปแจก และทำไอศรีมให้พี่ๆ ที่นั้น แต่ปารย์ก็อดไม่ได้ที่จะร่วมสนุก กับพี่ๆ โดยการเล่นต่อสู้กัน มีลูกโป่งเป็นอาวุธ (ซะงั้น) พี่ๆ กว่าห้าสิบคนดูจะสนุกและอุดมไปด้วยของฝาก ของขวัญเด็ก แต่คงมีแค่วันเด็ก ที่พี่ๆ เค้าจะสนุกกันอย่างนี้ วันอื่นๆ ไม่รู้พี่ๆ เค้าเป็นยังไงกันบ้าง เอาไว้ปารย์จะไปเยี่ยมอีกนะ

Wednesday, January 09, 2008

วันเด็กปีนี้


...ก่อนนอนปารย์มักเรียกร้องดู วิดีโอ ไดโนเสาร์ (The Land Before Time) วันวานก็ไม่ต่างกัน เงื่อนไขของการแปรงฟันก่อนนอน คือ ขอดู คีออฟเทอริก (ไดโนเสาร์บินได้จำพวกหนึ่ง) แต่วันนี้พิเศษหน่อย ปารย์ยินดีจะช่วยแม่เตรียมของขวัญวันเด็ก!!!



...วันเด็กปีนี้ เราตกลงใจจะไปร่วมด้วยช่วยกัน กับงาน "ตามรอยพ่อ" ที่พี่ๆ น้องๆ ศิษย์เก่าร่วมสถาบันพ่อ เค้าตั้งใจ จะไปจัดงานวันเด็กให้เด็กที่ โรงเรียน ตชด. บ้านคลองน้อย ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทั้งบ้านก็ต้องช่วยกัน รวบรวมของขวัญ ของฝากจากผู้มีใจกรุณา รวมทั้งปารย์ ก็ห่อของขวัญ ไปให้พี่พี่ด้วย

...แล้วปารย์จะเอาบรรยากาศงานวันเด็ก มาเล่าให้ฟังนะครับ

Tuesday, January 01, 2008

กิจกรรมวันส่งท้ายปีเก่า

แม่ให้เสื้อขาว ปารย์ กับพี่กานต์ คนละ 1 ตัว เป็นของขวัญปีใหม่
แต่เสื้อขาวมันธรรมดาเกินไปใช่ไหม แม่เลยส่งกระดาษ กับดินสอให้สองหนุ่มไปวาดรูปที่ตัวเองอยากได้เป็นลายเสื้อ แฮะๆ ็้หนีไม่พ้นไดโนเสาร์แน่นอน จากนั้นแม่ก็เอาลายที่สองหนุ่มวาดมาลากตามบนเสื้อ พร้อมเขียนเทียนให้ ต่อไปก็เป็นหน้าที่เจ้าของเสื้อเขาลงสีอย่างที่เห็นนี่หละ



ปารย์ตั้งใจระบายสีมาก พี่กานต์ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น



ผลงานของสองหนุ่มเมื่อเสร็จสมบูรณ์ ของพี่กานต์ทางซ้าย ส่วนของปารย์อยู่ทางขวา แม่เพียงช่วยระบายสีรอบนอกเสริมให้อีกนิดหน่อย เพื่อช่วยให้ไดโนเสาร์ของเด็กๆ ดูเด่นขึ้นเท่านั้น

แม่ชอบตัว n ที่อยู่เหนือปากเจ้าไทรันโนซอรัสมาก มันทำให้รู้สึกว่า มันกำลังคำรามอยเลยอะู่

ปารย์ไปไหน...


เพื่อนๆ อยู่บนเวที พร้อมเต้นเพลง แมวเหมียวกันหมดแล้ว ปารย์ไปไหนเอ่ย???

นั่งน้ำตาซึมอยู่กับพ่อนี่เอง

แล้วแม่ก็พลาดอีกแล้ว
พลาดที่มาส่งปารย์ให้กับครูแอร์ช้าเกินไป เพราะมัวแต่ไปวิ่งมาราธอนอยู่
การส่งช้า ว่งผลยาวให้ปารย์ไม่ยอมไปหาครูแอร์ ไม่ยอมเขียนหน้าแมว
และไม่ยอมขึ้นเวที...



ได้จับของขวัญ ปารย์ค่อยกลับมาเป็นปารย์ที่ร่าเริงคนเดิมหน่อย



และร่าเริงมากขึ้นเมื่อได้ช่วยคุณครูขนเก้าอี้ครับ

Saturday, December 22, 2007

"ก็ทำอย่างนี้ไง"

...ถึงจะเป็นวันหยุด แต่แม่ต้องเตรียมสถานที่รับงาน Open House ของ Office จึงต้องแห่กันไปทั้งครอบครัว
ปารย์ทั้งช่วยแม่ และถ่วงงานให้ช้า กลัวแม่จะรีบเสร็จ ปารย์ได้โอกาสดู VCD ไดโนเสาร์ ตอนไดโนเสาร์ท่องอเมริกา ขณะดูไปก็วิจารณ์ไดโนเสาร์ให้พ่อฟังไปด้วย มันกินเหมือนไก่เลยน๊อะ พ่อ แล้วก็ "พ่อๆ ปารย์อยากกินไก่" เอาไก่อะไรล่ะ พ่อถาม "ไก่งัย" พ่อถามต่อ จะเอาไก่ทอด ไก่ย่าง หรือไก่สด!! พ่อเล่นมุก ปารย์ตอบกลับ "อ๋อไก่ย่าง" พักกลางวันแม่เลยจัดให้ปารย์ตามคำขอ มีน้าน้ำ น้ำอ๋อม เพื่อนแม่ไปร่วมวงส้มตำ ไก่ย่างด้วย

...ปารย์เป็นเด็กน่ารัก เสมอต้น เสมอปลาย คือซนมันทุกที่ ไม่ว่าร้านจะใหญ่เล็ก แค่ไหน ปารย์ซนได้เสมอ ด้วยความอยากรู้ว่ารูปข้างแก้วน้ำ เป็นรูปอะไร ปารย์พยายามหมุนแก้วน้ำ จน..."หก!" แก้วน้ำล้ม น้ำในแก้วเจิงนองเต็มโต๊ะ ปารย์พยายามแก้ตัวว่า ปารย์จะดูรูป พ่อเองก็เริ่มหงุดหงิด เพราะปารย์ซน จนข้าวของเริ่มเสียหาย แต่ด้วยความที่เป็นครอบครัวมีเหตุผล ก็พยายามจะสอนให้ปารย์เข้าใจ และสำนึก พ่อก็เลยถามปารย์ไปว่า "ปารย์ น้ำหกแล้ว ทำไงล่ะ" ปารย์ก็คงมีเหตุผล หันกลับมาตอบพ่อ ขณะที่มือถือแก้วน้ำต้นเหตุ โดยมีน้ำอยู่อีกเล็กน้อย "ก็ทำอย่างนี้ไง" พร้อมกับเทน้ำออกจากแก้ว!!!! ทั้งโต๊ะระงับต่อมฮาไว้ไม่ไหว ขณะที่พ่อเล่นเอาน้ำตาไหลพราก ด้วยมุกที่ปารย์ไม่ได้ตั้งใจ

...."ก็ทำอย่างนี้ไง"

Wednesday, December 19, 2007

ปารย์ห่อของขวัญเอง /วันของพ่อนะ



...โรงเรียนปานตะวันมีกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ กันทุกปี ปีนี้ก็จัดงานแลกของขวัญ กับการแสดงของแต่ละห้อง ในวันที่ 28 ธันวาคม ตามที่พ่อกับแม่คาดการณ์ไว้

...ช่วงที่แม่ต้องไปประชุมต่างจังหวัดอย่างนี้ อะไรที่นอกเหนือโปรแกรมประจำวัน ดูจะเป็นงานสาหัสลำบากพ่อที่จะจัดการเสมอ ของขวัญสำหรับปารย์ ที่จะเอาไปแลก กับเพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ก็เหมือนกัน พ่อจัดหาก็ไม่ยากหรอก แต่ห่อนี่ซิ

..."มะพ่อ ปารย์ห่อเอง" ปารย์บอกกับพ่อ "เอาน่าพ่อไหว" พ่อเห็นท่าปารย์เอาจริง "ปารย์คอยตัดเทปให้ก็พอ" พ่อบอก "ผูกสวยๆ ด้วยซิพ่อ" ปารย์คอยกำกับ "ปารยจะวาดไดโนเสาร์" พูดพร้อมกับหาว ยาว หนึ่งครั้ง ว่าแล้วก็ลงไปนอน พร้อมกองการบ้าน ที่เสร็จอย่างฉิวเฉียด แถมยังคว้าได้ห่อของขวัญไปนอนกอดด้วย เออปีหน้า แม่น่าจะจัดตารางการประชุมให้ดีกว่านี้นะ






...ปารย์ดูจะดีใจมาก ที่พ่อไปร่วมงานวันพ่อที่โรงเรียนในปีนี้ (ปีก่อนๆ มีแม่เป็นตัวแทนของพ่อ ดูปารย์จะไม่ค่อย happy เท่าไร) แถมด้วย ปู่ กับ ย่า ไปสังเกตการณ์โรงเรียนของหลานด้วย ปารย์มีของขวัญเตรียมไว้มอบให้พ่อ แทนความรักทีมีให้กัน (หรือคุณครูแอร์ บังคับ ก็ไม่รู้) เป็นสมุดโน๊ต ซึ่งทำจากกระดาษเหลือใช้ เป็นหนึ่งในโครงงานประหยัดพลังงาน ตามแนวพระราชดำริ ที่โรงเรียนจัดขึ้น (อินเทรน) แต่สุดท้ายปารย์ก็ยึดเป็นเจ้าของ ตามระเบียบ (ของพ่องัย แต่ปารย์ขอยืม!!)

Saturday, December 08, 2007

ฟันไทรันโนซอรัส



ปารย์แสดงอาการ ปวดฟันให้พ่อกับแม่ดู อยู่หลายวันแล้ว (เอามือไปกดฟัน)
แม่เอากระจกวิเศษส่องดู พบว่ามีรูบะเร่ออยู่ วันเสาร์ที่แล้ว แวะไปหาหมอฟัน แถวบ้าน ไม่ไหว ปารย์ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น

วันเสาร์นี้พ่อกับแม่ตกลง พาปารย์ไปคุยกับคุณหมอที่โรงพยาบาลทันตกรรม จุฬาฯ กะว่าเอามาสร้างความคุ้นเคย แล้วจะนัดมาดำเนินการกันภายหลัง ปรากฏว่า หมอจะลองดู โดยให้พ่อกับแม่ไปนั่งรอ ด้านนอก (สงสัยหมอวางยาสลบแน่เลย) ประมาณครึ่งชั่วโมง พยาบาลตามแม่เข้าไป ปารย์ยืนพิง ผนังกัดผ้าก๊อต เลือดเต็มปาก แต่ไม่แสดงท่าทีตระหนกอะไร ประมาณว่าเสร็จแล้วเหรอ (ยังมันส์อยู่เลย พ่อคิดเอง)

หมอครอบฟันด้วยเหล็ก ซี่ที่เป็นรูใหญ่ และอุดแถมอีกซี่ หมอแจ้งว่าร้องนิดหน่อย แต่ให้ความร่วมมือดี สอบถามปารย์ได้ความว่า หมอเล่นฉีดยา แต่ปารย์ไม่เจ็บ เพียงแค่น้ำตาไหล แต่ขอซื้อช้างนะ

ปารย์ได้ฟันเหล็กมาโชว์ หนึ่งซี่ บอกว่าเป็นฟันไทรันโนซอรัส

Thursday, December 06, 2007

ไปถ่ายรูป ครับ

แล้วปารย์ ก็มีจำนวนวันหยุดเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เพราะพ่ออยากทำในสิ่งที่ ปู่กับย่า อยากให้ทำแต่ไม่เคยร้องขอ ช่วงนี้พ่องานยุ่งมาก การเตรียมตัว และการซ้อมรับปริญญาจึงเป็นเรื่องที่สาหัสอยู่ แต่ในที่สุดพ่อก็ทำสำเร็จ

เราเดินทางไปบางแสนกันตั้งแต่เย็นวันศุกร์ เพราะพ่อต้องไปซ้อมตั้งแต่เช้าในวันเสาร์ และแม่ก็อยากพาปารย์ไปเที่ยวด้วย ที่พักอยู่ใกล้หาดมากจนปารย์แทบจะทนไม่ได้ทีี่จะรอเล่นน้ำในเช้าวันเสาร์

หลังจากเล่นน้ำตอนเช้าวันเสาร์ แม่ก็พาปารย์ไปหาพ่อ บอกปารย์ว่าเราไปถ่ายรูปกับพ่อกัน พอถึงหน้ามหาวิทยาลัย ปารย์ก็ร้อง โอ้โหแม่ ดอกไม้เยอะแยะเลย ย่าเลือกซื้อดอกไม้สดให้พ่อ 1 ช่ิอ ส่วนปารย์ก็ขอให้แม่ซื้อดอกไม้ 1 กระถาง


ดอกไม้กระถางนี้ไงที่ปารย์ขอให้แม่ซื้อให้ ปารย์อยากมีดอกไม้ให้พ่อบ้าง


แม่แอบเห็นปู่มีน้ำตารื้นอยู่ที่ขอบตาด้วยหละ ปู่คงปลื้มใจ


ปารย์ยังคงไม่เข้าใจว่า การรับปริญญาคืออะไร แต่ก็สนุกกับการถ่ายรูปมากๆ
เพื่อนบ้านถามว่าปารย์ไปไหนมาหลายวัน ปารย์บอกว่า "ไปถ่ายรูปมาครับ"


แม่ถ่ายรูปหน่อย ปารย์จะกินนีโม่ครับ


ถ่ายรูปซะเหนื่อย พักหน่อยนะ


ปารย์ลองกิน ม้าน้ำหน่อยนะครับ


วันอาทิตย์ พ่อได้หยุดพัก 1 วัน ก่อนจะไปรับปริญญาในวันจันทร์ เราเลยได้ไปเที่ยวเขาเขียวกัน แม้ปารย์จะไปที่นี่มาแล้วหลายครั้ง แต่ปารย์ก็ยังสนุกเสมอที่ได้มาที่นี่ ก็ได้ใกล้ชิดน้องกวาง


น้องกระต่าย


พี่ยีราฟ ซะขนาดนี้